ข่าวสารและสาระหน้ารู้

10 สุดยอดอาหารเพื่อเพิ่มพลังสมองให้ลูกของคุณ

 

ลูกของคุณอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต สิ่งที่ลูกกินเข้าไปทุกวัน จะส่งผลถึงการเจริญเติบโต และ การพัฒนาระบบต่าง ๆ ของสมองและร่างกาย ถ้าได้กินอาหารที่ดีร่างกายและสมอง ก็จะพร้อมรับการเรียนรู้ต่าง ๆ และพร้อมที่จะทำกิจกรรมใหม่ ๆ ทุกวัน และถ้าเป็นไปได้คุณควรเลือกอาหารให้ลูกทาน ดังต่อไปนี้

10 สุดยอดอาหารเพื่อเพิ่มพลังสมองให้ลูกของคุณ

1. ผักใบเขียว:

เช่น ผักคะน้า ผักโขม ผักกาดหอม ผักเหล่านี้อุดมไปด้วย โฟเลต และวิตามิน ซึ่งจะช่วยเรื่อง การเจริญเติบโตของ สมอง ลูก ๆ ของคุณอาจจะไม่ชอบทานผัก แต่คุณก็ต้องพยายามหาวิธีใส่ผักเหล่านี้ลงไปในอาหารด้วยนะคะ

2. โยเกิร์ต:

ในโยเกิร์ตมีวิตามินบีและโปรตีน ซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อสมอง คุณสามารถให้ลูกกินจากถ้วยหรือปั่นกินกับไอศครีมก็ได้ค่ะ

3. ไข่:

เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน และ โคลีน นอกจากจะได้พลังงานแล้วยังสามารถพัฒนาสมองของลูกอีกด้วย เด็ก ๆ ทุกคนชอบกินไข่ เพราะนำมาทำอาหารได้หลากหลายนั่นเองค่ะ

4. ถั่ว:

เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกหนึ่งอย่าง และยังช่วยในเรื่องของความจำ ซึ่งจำเป็นมาก ๆ สำหรับเด็ก ๆ ที่กำลังเริ่มเข้าเรียนค่ะ

5. ปลา:

เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาสมองของเด็ก เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อสมอง คุณสามารถเลือกปลามาทำอาหารให้ลูกได้อย่างหลากหลายเช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาทู เป็นต้น

6. เบอร์รี่ต่าง ๆ:

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในเรื่องของความจำ และมีวิตามินซี ช่วยในเรื่องการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อีกด้วย

7. อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดเจีย:

อาหารเหล่านี้มีกรดไขมันจำเป็น ที่ช่วยเพิ่ม อารมณ์ และรักษาระบบประสาท ของเด็ก ๆ ให้มีสุขภาพดีและสมองทำงานได้ดีขึ้น

8. ข้าวโอ๊ต:

คุณสามารถทำให้ลูกกินได้ทั้งเช้าและเย็น ข้าวโอ๊ตจะช่วยให้หลอดเลือดหัวใจและสมองทำงานได้ดี และยังช่วยให้ลูกมีความจำที่ดีอีกด้วยค่ะ

9. แอปเปิ้ล:

เป็นผลไม้ที่เด็ก ๆ หลายคนชอบกิน ในแอปเปิ้ลมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีความสำคัญต่อเรื่องการจำและการเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ดีค่ะ

10. ขมิ้น:

เป็นส่วนผสมของอาหารต่าง ๆ ทานแล้วจะทำให้มีความทรงจำดี สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่างตามที่คุณแม่ถนัดเลยค่ะ

นอกจากการทานอาหารที่บำรุงสมองแล้ว กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ก็ควรเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย ให้ลูกได้เล่นได้พัก ได้สัมผัสกับธรรมชาติบ้างเพื่อจิตใจที่สดใสร่างกายแข็งแรงควบคู่ไปกับสมองที่กำลังพัฒนาค่ะ

Photo Cr.momjunction.com WebSite : https://www.maerakluke.com


ผู้เชี่ยวชาญเผย “พ่อแม่ไม่ควรตีลูก” ซึ่งนี่คือเหตุผลค่ะ

    Monkey Business Images / Shutterstock

 

การตีก้นลูก ถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับเด็กมาก ๆ เลยค่ะ เพราะนอกจากจะส่งผลต่อจิตใจของเด็กแล้ว ยังเป็นการขัดขวางการประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตและการทำงานอีกด้วย เด็กที่ถูกพ่อแม่ตี จะมีแน้วโน้ม กลายเป็นเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ และมักจะแสดงพฤติกรรมต่อต้าน มากกว่าเด็กที่ไม่ถูกทำโทษด้วยวิธีนี้

ผู้เชี่ยวชาญเผย “พ่อแม่ไม่ควรตีลูก”

ซึ่งเรื่องนี้นักวิจัยจากทาง University of Texas ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ และเก็บข้อมูลมากว่า 50 ปี ในจำนวนเด็กกว่า 160,000 คน ซึ่งผลการวิจัยนั้นชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า เด็กๆ ที่ถูกจับตีก้นนั้น มักจะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กก้าวร้าว และมีปัญหาทางจิตเลยทีเดียว!

ทางด้าน Andrew Grogan-Taylor อีกหนึ่งนักวิจัยของทาง University of Michigan ได้กล่าวว่า

“การตีลูกเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับจิตใจของพ่อแม่ ไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการตีลูกจริงๆ”

ความเห็นในเรื่องนี้ของ Elizabeth Gershoff นักวิจัยมหาวิทยาลัย เทกซัสออสติน กล่าวว่า

“การตีลูกจะทำให้มีผลกระทบต่อจิตใจของเด็กในทางที่แย่ลงในระยะยาว พ่อแม่ควรอบรมสั่งสอนลูกด้วยวิธีอื่นจะส่งผลดีที่สุด”

เรื่องการทำโทษลูกด้วยการตีนั้น หลาย ๆ ครอบครัวอาจยังใช้วิธีการนี้อยู่ตามประสาพ่อแม่ แต่หากงานวิจัยออกมาเป็นแบบนี้แล้ว ก็อยากให้พิจารณาการลงโทษลูกด้วยวิธีอื่นๆดูบ้างนะคะ

ที่มา: metro.co.uk


ลูกพูดจาหยาบคาย รับไม่ได้เลย สอนลูกยังไงดี?

ลูกพูดจาหยาบคาย รับไม่ได้เลย ทำยังไงดี    Yuliya Evstratenko / shutterstock

เด็ก ๆ สมัยนี้เข้าถึงสื่อต่าง ๆ กันได้ง่ายเหลือเกิน หันไปทางไหนก็เจอเด็ก ๆ เล่นอยู่กับสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่เรื่องของสื่อเพียงอย่างเดียว ยิ่งลูกได้ไปเรียนแล้วยิ่งไปกันใหญ่ แค่ไม่กี่สัปดาห์คำพูดแปลก ๆ มาเต็ม แบบนี้ถือว่าลูกเรียนแบบสิ่งผิดมาเต็ม ๆ ค่ะ แล้วจะทำยังไงให้ลูกเลิกพูดคำหยาบคายดี ลองดูวิธีเหล่านี้กันค่ะ

5 วิธีรับมือ เมื่อลูกพูดจาหยาบคาย

1.เมื่อลูกพูดคำหยาบอย่าทำท่าตกใจ: 

ใจเย็น ๆ และบอกกับลูกว่าคำที่ลูกพูดมาเป็นคำไม่ดี คนส่วนใหญ่จะไม่พูดกันแบบนี้ ลูกไม่ควรพูดอีก เพราะคำพูดแบบนี้อาจทำให้ไม่มีคนรักลูกหรือลูกอาจจะไม่มีเพื่อนเล่นด้วยค่ะ

2.อย่าทำโทษลูกด้วยการตีหรือดุด่า:

เพราะการพูดคำหยาบเป็นแค่การพูดที่ไม่ดี ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง สอนให้ลูกเลิกพูดได้แต่ห้ามลงมือกับลูกเด็ดขาด

3.อย่าหัวเราะ หรือ เผลอทำหน้ายิ้ม เด็ดขาด:

เมื่อลูกพูดคำหยาบคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหัวเราะหรือยิ้มเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้จะเหมือนกับแรงกระตุ้น ว่าลูกทำได้ดี ทำสิ่งที่ดีแล้ว ลูกจะจำและพูดคำหยาบ ๆ ไปจนโตค่ะ

4.ชมเชย เมื่อลูกพูดเพราะ:

เมื่อลูกเห็นว่าการพูดเพราะจะทำให้ได้รับคำชมเชย และได้รับความรัก ลูกจะยิ่งพูดไพเราะมากขึ้นและจะไม่พูดคำหยาบไปเองค่ะ

5.เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก:

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้คำหยาบคายต่อหน้าลูก เพราะลูกจะจำได้ดี และจำบทสนทนาเหล่านั้นไปใช้ ทั้งคำที่ดีและคำหยาบคายค่ะ

เด็กที่พูดจาหยาบคาย มักจะมาจากพฤติกรรมเลียนแบบมาจากสิ่งที่เห็นส่วนมากจะเป็นเด็กที่มีอายุ 3-6 ปี จะเป็นช่วงที่จดจำได้ดี เมื่อเห็นแล้วก็จะนำมาทำตาม และดูปฏิกิริยาคนรอบข้างว่าชอบหรือไม่ ถ้าชอบเด็กจะทำอีก แต่ถ้าไม่ชอบ หรือไม่สนใจเด็ก ๆ จะเลิกทำไปเองค่ะ

https://www.maerakluke.com/topics/11180